เรา รัก พระเจ้าอยู่หัว ^ ^

เรา รัก พระเจ้าอยู่หัว ^ ^
พระองค์ ทรงพระเจริญ

Best Team In My Heart

Best Team In My Heart

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

UFO มีจริงหรือไม่? รวมภาพ UFO จากทั่วโลก





มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าฉงน และชวนคิดเป็นอย่างมาก เพราะหากเปรียบเทียบโลกของเรากับจักรวาลแล้ว เราเป็นเพียงเศษเสี้ยว และยังมีดาวดวงอื่นในจักรวาลอีกหลายล้านๆดวง แบบนับไม่ถ้วน โลกเรานั้นโดดเดี่ยว และมีสิ่งมีชิวิตเพียงดวงเดียวของจักรวาล หรือว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตที่ดาวอื่นอีก แต่อาจอยู่ห่างกันมาก เป็นหลายล้านปีแสง (คือเดินทางได้เร็วเท่าแสง ยังใช้เวลาอีกเป็นล้านปีกว่าจะไปถึง)  และเราก็ยังไม่มีความสามารถจะค้นพบและไปถึงกันแน่ อันนี้น่าคิดเป็นอย่างมาก เพราะนับถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการของเราก็ไปได้แค่ดาวอังคาร คือถัดจากเราไปเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้น
แต่ถ้าตามหลักพุทธ ซึ่งเป็นหลักแห่งธรรมชาติ พูดถึงจักรวาล ตั้งแต่ก่อนที่ กาลิเลโอ จะค้นพบกล้องส่องดูดาวเป็นพันปี และยังพูดถึงมีผู้บรรลุนิพพาน เหมือนพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้ มากกว่าเม็ดกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรเสียอีก ซึ่งเหมือนจะแปลว่า มีสิ่งมีชีวิตในจักรวาลอีกมากมายอีกนับไม่ถ้วน หรือว่าเพราะจิต เดินทางเร็วกว่าแสง อย่างที่เขาว่ากันแน่นะ เรื่องเหล่านี้ คงต้องรอวิทยาศาสตร์พิสูจน์กันต่อไปครับ
โลกเรานั้นเล็กขนาดไหน? เมื่อเทียบกับดาวอื่นๆในจักรวาล
โลกเรานั้นเล็กขนาดไหน? เมื่อเทียบกับดาวอื่นๆในจักรวาล ภาค2

วิธีการหยุดการนินทา

การนินทาเป็นเรื่องของการใช้วาจา เรารู้สึกขุ่นมัวทุกครั้งหรือเปล่าที่เราได้ยินเสียงของคนอื่นกำลังพูดถึงเรา อย่างคนที่บอกว่ามันจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้ ถ้าเราขุ่นมัวแสดงว่าเราอ่อนแอค่ะ เสียงที่เราได้ยินนั้น เราอาจจะได้ยินจริง แต่สิ่งที่เราได้ยินนั้นมันไม่จริง อันนี้เรารู้อยู่แก่ใจของเราดี จงใช้วาจาของเราทุกครั้งอย่างคนที่เฝ้าดูเจตนาว่าเราพูดทำไม สิ่งที่เราพูดเพื่ออะไร กับคำพูดของเราในขณะนั้นมีคนชอบฟังก็จริง แต่เมื่อพูดไปแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่จริง เราก็ต้องหยุดค่ะ นี่คือการหยุดนินทาจากวาจาของเราก่อน เป็นเรื่องที่เราทำได้เป็นเรื่องแรกนะคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนว่าการใช้วาจานั้นเป็นเรื่องแรกที่ต้องระมัดระวัง เพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างสามัคคีได้ดีที่สุดเลยค่ะ ในทางตรงกันข้ามมันก็ทำลายความสามัคคีได้อย่างง่ายที่สุดเหมือนกัน ถ้าคำพูดใดก็ตามเป็นคำพูดที่ไม่จริง เราจะไม่พูดเลยค่ะ หรือแม้แต่ข่าวลือที่เราไม่รู้จริง เราก็จะไม่พูดนะคะ ถ้าคำพูดใดจริงและคนฟังก็ชอบฟัง เรายังต้องพิจารณาว่าเมื่อไรควรพูด เมื่อไรไม่ควรพูด หยุดการนินทาด้วยการใช้สติปัญญาในการใช้วาจาของเราดีไหมคะ แล้วเราจะรู้ว่าเราจะไม่เป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนโดยวาจาของเราค่ะ ขอให้คุณมีความสุขกับการใช้วาจาของคุณนะคะ

***นิทานตลก ฮาๆๆๆ****

***นิทานตลก ฮาๆๆๆ**** เรื่อง ค้างคาวกับท่าผู้เฒ่า ♫♫♫ฮาจริงๆนะ

กาลครั้งหนึ่งมีค้างคาว 3 ตัว อาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน

มีค้างคาวน้อย ค้างคาวหนุ่ม และค้างคาวเฒ่า 

ปกติมันทั้ง 3 จะผลัดเวรกันออกไปหาเลือดสดๆ มาแบ่งปันกัน 

และวันนี้เป็นเวรของเจ้าค้างคาวน้อย 

ค้างคาวน้อยออกไปนาน....นานมาก ก็ยังไม่กลับ

แต่ที่สุดแล้วมันก็กลับมา... 

' ข้าขอโทษนะที่หาอาหารมาให้ไม่ได้ ข้าคิดว่าช่วงนี้เป็นหน้าแล้งสัตว์ต่างๆพากันอพยพไปหมด' 

ค้างคาวน้อยบอกเสียงเจื้อยแจ้ว 

' ไม่ใช่หรอก เจ้าหนะ ยังด้อยประสบการณ์นัก เดี๋ยวข้าออกไปเอง...' 

เจ้าค้างคาวหนุ่มกล่าว.. ว่าแล้วมันก็ออกไป

และออกไปนาน..นานกว่าเจ้าค้างคาวน้อยอีก...

และก็กลับมามือเปล่า .. 

' สงสัยท่านผู้เฒ่าต้องช่วยพวกเราแล้วหละครับ' 

เจ้าหนุ่มกล่าว ว่าแล้วค้างคาวผู้เฒ่าก็ออกไป... 

.... ไม่น่าเชื่อ....เพียงไม่นาน ท่านผู้เฒ่าก็กลับมา พร้อมกับเลือดสดๆ เต็มปาก.... 

' ท่านทำได้ไงเนี่ย ท่านผู้เฒ่า...' ค้างคาวทั้งสองร้องด้วยความดีใจระคนประหลาดใจ ... 

ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม..... .. 

' พวกคุณเห็นต้นไม้ด้านหน้านั้นมั้ย'....... 
...' เห็นครับท่าน'.... 

.
.
.
.
.
.
' นั่นแหละ.........................กูไม่เห็น'

นิทานอีสป

แนวการยืนที่ถูกต้อง

โดยโปรนิพนธ์
สวัสดีครับท่านนักกอล์ฟ ข้อผิดพลาดที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักกอล์ฟขณะเข้ายืนจรดลูกคือ การวางแนวเท้าที่ไม่ถูกต้อง กับแนวเป้าหมาย ส่วนมากแล้วเกิดจากการเผลอ ไม่ระมัดระวังขณะเข้ายืนจรดลูกให้ขนานกับเส้นเป้าหมาย
นักกอล์ฟมือสมัครเล่นบางท่านอาจจะจัดท่าทางการยืนที่ไม่ถูกต้อง โดยแนวไหล่ชี้ออกไปทางขวา เพราะว่าหลังจากที่ท่านเล็งหน้าเหล็กไปตามแนวเป้าหมายแล้ว ส่วนมากจะเผลอจัดแนวเท้า, สะโพก, และไหล่ไปที่เป้าหมาย ทำให้แนวการสวิงเล็งออกไปทางขวาของเป้าหมาย ถึงแม้ว่าหน้าเหล็กจะเล็งอย่างถูกต้องไปตามเป้าหมายก็ตาม แนวการสวิงที่ออกไปทางขวาก็จะทำให้ตีลูกออกไปทางนั้นเช่นกัน ดังนั้นขอให้ท่านคิดถึงเส้นขนาน หลังจากที่เล็งหน้าเหล็กไปที่เป้าหมายแล้ว ขอให้แนวเท้า, สะโพก, และไหล่ทั้งสองข้างขนานกันกับเส้นเป้าหมาย ถ้าแนวการสวิงขนานกับแนวเป้าหมายแล้ว หน้าเหล็กก็จะอยู่ในแนวสวิงที่ถูกต้อง ท่านก็จะตีง่ายขึ้น และลูกก็จะไปตามที่ท่านต้องการให้ไป เพราะฉะนั้นแนวการยืนที่ถูกต้อง จะทำให้ท่านมีโอกาสถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ที่จะตีลูกตรงไปตามที่ต้องการ
ข้อมูลจาก http://www.golfvariety.com

การใช้แกระเกี่ยวข้าว

ชาวไร่จะถือแกระด้วยมือข้างที่ถนัด ให้แผ่นใบมีดอยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือข้างที่ถือแกระ

:: การถือแกระแบบไม่มีด้าม ::
     การเกี่ยวข้าวด้วยแกระจะใช้นิ้วมือข้างที่ถือแกระ จับต้นข้าวทีละต้น ให้ส่วนของลำต้นข้าวโดนคมมีด แล้วปิดข้อมือเล็กน้อย คมมีดก็จะตัดต้นข้าวขาดออกมา การเกี่ยวข้าวด้วยแกระมักจะเกี่ยวห่างจากรวงข้าวประมาณ 1 คืบ
     เมื่อเกี่ยวข้าวได้เต็มกำมือก็จะนำไปรวมกันในมืออีกข้างหนึ่ง บางคนจะวางในลักษณะสลับหัวสลับท้ายกัน แล้วใช้ตอกมัดตรงกลาง

:: เกี่ยวข้าวโดยใช้แกระ ::

:: วางข้าวที่เกี่ยวแล้วสลับหัว-ท้าย ::

:: มัดข้าว ::

:: มัดข้าวที่เกี่ยวด้วยแกระวางในพื้นที่ไร่ ::
เอกสารอ้างอิง
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และ คณะ ,โครงการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. รายงานวิจัย เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม      มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2545.

วิธีเก็บเกี่ยวข้าว

 ในช่วงของการเกี่ยวข้าวเป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีความต้องการใช้แรงงานจำนวนมาก ชาวไร่ชาวนามีวิธีระดมแรงงานในกลุ่มเครือญาติหรือเพื่อนบ้านมาช่วยทำงาน เรียกว่า “เอามื้อเอาวัน” หรือ “เอามื้อเอาแฮง”
แบ่งการเกี่ยวข้าวเป็น
  • การใช้เคียวเกี่ยวข้าว

  • การใช้แกระเกี่ยวข้าว


  • :: “เอามื้อเอาวัน” ในการเกี่ยวข้าว ::
     การใช้เคียวเกี่ยวข้าว

    :: เกี่ยวข้าวโดยใช้เคียว ::
         วิธีเกี่ยวข้าวโดยใช้เคียว ชาวไร่ชาวนาจะถือเคียวด้วยมือข้างที่ถนัด แล้วใช้เคียวเกี่ยวกระหวัดกอข้าวทีละกอ ในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับกอข้าวนั้น และออกแรงดึงเคียวให้คมเคียวตัดลำต้นข้าวให้ขาดออกมา โดยทั่วไปจะเกี่ยวให้มีความยาวของต้นข้าวห่างจากรวงข้าว ให้พอเหมาะที่จะนำไปฟาดข้าวได้สะดวก หรือให้มีความยาวของต้นข้าวพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อไปได้ เช่น ใช้คลุมแปลงปลูกหอม กระเทียม ฯลฯ

    :: มัดข้าวที่เกี่ยวแล้ว ::
         เมื่อเกี่ยวข้าวได้เต็มกำมือแล้ว บางคนจะมัดข้าวเป็นมัดๆ ก่อนวางตากแดด แต่บางคนก็วางตากเลยโดยไม่มัด

    :: มัดข้าววางตากแดด ::

    :: ข้าวที่ไม่ได้มัดวางตากแดด ::

    สวนดุสิตโพล:การหารายได้พิเศษในช่วงปิดเทอมของเยาวชน

    เนื่องจากในปัจจุบันเป็นช่วงปิดเทอม  ทำให้มีนักเรียน  นักศึกษาจำนวนมากที่ยังไม่มีกิจกรรมทำให้ช่วงปิดเทอมและ
    มีนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มที่ต้องการหารายได้พิเศษและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  “สวนดุสิตโพล”  สถาบันราชภัฎสวนดุสิต

    จึงได้สำรวจความคิดเห็นของเยาวชนที่พักอาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล    จำนวนทั้งสิ้น 1,092 คน  (ชาย 441 คน 40.38%    
    หญิง 651  คน 59.62 %)   โดยสำรวจระหว่างวันที่ 30-31  มีนาคม  2547  สรุปผลได้ดังนี้

    1. ในช่วงปิดเทอมนี้  เยาวชนมีความต้องการหารายได้พิเศษหรือไม่ ?
                                                                    ชาย    หญิง     ภาพรวม
    อันดับที่ 1 อยากทำ                                                 90.74% 96.70%   93.72%
    เพราะ จะได้มีเงินใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัวและไม่ต้องรบกวนเงินพ่อแม่, จะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์, ได้ประสบการณ์ทำงาน ฯลฯ
    อันดับที่ 2 ไม่อยากทำ                                                9.26%  3.30%    6.28%
    เพราะ ไม่มีเวลาเพราะต้องเรียนหนังสือ, ไม่มีความจำเป็นต้องทำงาน, ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมากพอ ฯลฯ
    2. งานที่เยาวชนต้องการทำเพื่อหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอมนี้  คือ
                                                                    ชาย    หญิง     ภาพรวม
    อันดับที่ 1 งานด้านการบริการ เช่น ร้านอาหาร,ห้างสรรพสินค้า                28.95% 30.89%   29.92%
    เพราะ สามารถทำงานได้เป็นกะ, ได้รู้จักคนเยอะ, ได้ฝึกประสบการณ์และความอดทน ฯลฯ
    อันดับที่ 2 ขายของ                                                 26.31% 19.12%   22.72%
    เพราะ เป็นอาชีพอิสระ สามารถทำตอนไหนก็ได้, รายได้ดี ฯลฯ
    อันดับที่ 3 พนักงานต้อนรับ/ประชาสัมพันธ์                                 13.16% 22.06%   17.61%
    เพราะ ได้พบปะผู้คน, ได้ใช้ภาษา, เป็นงานที่มั่นคงและปลอดภัย ฯลฯ
    อันดับที่ 4 งานสิ่งพิมพ์และงานคอมพิวเตอร์                                13.16%  7.35%   10.26%
    เพราะ ได้ฝึกทักษะและความรู้, เป็นงานสบายไม่ต้องออกแรง, ได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ฯลฯ
    อันดับที่ 5 มัคคุเทศน์/ไกด์                                             7.89% 11.76%    9.82%
    เพราะ ได้รู้จักสถานที่ต่างๆ, ได้เที่ยว, ได้ประสบการณ์, ได้ฝึกภาษา ฯลฯ
    อื่นๆ เช่น พนักงานตรวจตั๋วโรงหนัง,ครูสอนพิเศษ,แจกใบปลิว
    และPretty เป็นต้น                                                10.53%  8.82%    9.67%
    เพราะ เป็นงานที่สุจริต,งานสบายรายได้ดี,ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์,ลดภาระทางบ้าน  ฯลฯ
    3. รายได้ที่ได้จากการทำงานพิเศษจะนำไปทำอะไร
                                                                    ชาย    หญิง     ภาพรวม
    อันดับที่ 1 เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว                                        55.10% 27.03%   41.06%
    อันดับที่ 2 ใช้เพื่อการศึกษา/ใช้ในด้านการศึกษา/เรียนต่อ                     30.62% 33.33%   31.98%
    อันดับที่ 3 เก็บเป็นเงินออมฝากธนาคาร                                  10.20% 16.22%   13.21%
    อันดับที่ 4 ใช้ซื้อของต่างๆ ที่อยากได้                                     2.04% 16.22%    9.13%
    อันดับที่ 5 ส่งให้ทางบ้าน/ให้พ่อแม่/นำมาช่วยเหลือพ่อแม่                       2.04%  7.20%    4.62%
    4. สิ่งที่เยาวชนอยากให้ภาครัฐ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการกับเรื่องการหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม
                                                                    ชาย    หญิง     ภาพรวม
    อันดับที่ 1 เปิดรับสมัครนักเรียนในช่วงปิดเทอมโดยเป็นงานของ
             รัฐบาลตามความเหมาะสม                                   44.44% 40.85%   42.65%
    อันดับที่ 2 เปิดโอกาสและสนับสนุนให้มีการหารายได้พิเศษ                     36.51% 36.62%   36.57%
    อันดับที่ 3 มีกฏหมายคุ้มครองไม่ให้นายจ้างเอาเปรียบลูก
             จ้างโดยเฉพาะนักศึกษา                                      6.35% 11.27%    8.81%
    อันดับที่ 4 ร่วมมือกับบริษัทเอกชนต่างๆ ในการรับสมัคร
             ทำงานช่วงปิดเทอม                                         7.94%  7.04%    7.49%
    อันดับที่ 5 ปรับค่าจ้างให้เหมาะสมกับความสามารถและ
             เหมาะสมกับงานที่ทำ                                        4.76%  4.22%    4.48%
    --สวนดุสิตโพล--
    -ลจ-

    หมอดูไพ่ป๊อก

    หมอดูไพ่ป๊อก

    ก่อนที่ไพ่ยิปซี หรือไพ่ทาโรต์ จะเผยแพร่เข้ามาในเมืองไทย สมัยเด็กๆผมรู้จักแต่ “ไพ่ป๊อก” นี่แหละครับ และก็ใช้งานมันคุ้มจริงๆ คือไว้เล่นทั้งป๊อกเด้ง กบดำกบแดง ฯลฯ เอาไว้เล่นกลให้น้องๆดู ผมชอบเล่นกลมาแต่ไหนแต่ไร สมัยก่อนตอนผมอยู่ ม.ต้น สนามหลวงยังเป็นแหล่งขายหนังสือขนาดใหญ่ (ก่อนที่จะย้ายมาอยู่จตุจักรในปัจจุบัน) ผมก็นั่งรถเมล์สาย 39 จากรังสิตไปสุดทางสนามหลวง เพื่อหาซื้อตำราสอนมายากล มันหาซื้อไม่ได้ตามแผงหนังสือ แต่ที่สนามหลวงจะมีให้คุณได้ทุกอย่าง ผมก็จะซื้อเอามาฝึกเล่นกล กลไพ่เป็นอะไรที่เรียนง่ายและสนุก ผมบังคับให้น้องๆมานั่งดูการแสดงของผมเป็นประจำ
    นอกจากนั้น ผมยังเอาไพ่ป๊อกมาใช้ทำนายโชคชะตาราศี ผมศึกษาไพ่ป๊อกพร้อมๆกับเรียนวิชาโหราศาสตร์ เคยเขียนเรื่องวิวัฒนาการของไพ่ จากไพ่ป๊อกสู่ไพ่ทาโรต์ ลงในนิตยสาร Health Plus มาแล้วเมื่อปีก่อน คนที่ใช้ไพ่ทายโชคชะตาในราชสำนักฝรั่งเศสจนโด่งดังไปทั่วโลกก็คือ มารี อาน อาเดอเลด เลอนอร์มองด์ (Marie-Anne Adelaide Lenormand) เกิดเมื่อปี 1772 เธอเป็นโหรที่ พระนางโยเซฟีน มเหสีของ นโปเลียน โบนาปาร์ท จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส เรียกใช้บริการบ่อยๆ ความจริงเธอไม่ได้ใช้ไพ่อย่างเดียว เธอดูลายมือก็เป็น และใช้เซ้นส์ในการทำนายมาก หมอดูสมัยก่อนมักขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีเซ้นส์ คุณจะหาตำราแท้ๆ เกี่ยวกับวิธีการทำนายเพื่อท่องจำความหมายและทายได้อย่างตาเห็นนั้น เป็นไปได้ยากมาก แม้คุณจะให้ มาดาม เลอนอร์มองด์ มาเป็นอาจารย์บอกเล่าความหมายของไพ่แต่ละใบให้ฟังก็เถอะ ถ้าคุณไม่มีเซ้นส์ในการทำนาย ก็ยากที่คุณจะทายได้แม่นอย่างเธอ ดังนั้นหมอดูสมัยก่อนจึงมีบทบาทเหมือนเป็นผู้วิเศษ มีพลังที่เหนือกว่าคนธรรมดา มันเป็นความสามารถเฉพาะตัว เราอาจจะเรียนรู้วิธีการของเธอ แต่เราทำอย่างเธอไม่ได้ง่ายๆ
    พูดถึงตำราไพ่ป๊อกเท่าที่จำได้ผมมีอยู่ 4-5 เล่ม แต่วันนี้หาเจอแค่ 2 เล่ม
    cards-5.jpg
    คัมภีร์การไข อ่านไพ่พยากรณ์ เรียบเรียงโดย สิงห์คำ โต๊ะงาม เป็นตำราเล่มหนา 329 หน้า รวบรวมเรื่องราวและความหมายของไพ่เอาไว้มากมาย ไพ่แต่ละใบจะมีหลายนัยยะ ให้เราเลือกว่าจะทายแบบเหตุการณ์ทั่วๆไป แบบลึงซึ้งถึงพฤติกรรม หรือจิตวิญญาณ
    cards.jpg
    อ่านไพ่ทำนายชีวิต ของ หลุยส์ วู้ดส์ แปลโดย คำทิย์ ไชยธรรม ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 สภาพเยินมากแล้ว เพราะนานหลายปีแล้ว และผมก็ใช้มันคุ้ม คืออ่านจนทะลุปรุโปร่ง ตำราหมอดูของผมส่วนใหญ่จะมีการขีดเส้นใต้ เขียนช็อตโน้ตลงไปเกือบทุกหน้า ถ้าเกิดได้สถิติใหม่ หรือเคล็ดในการทำนายใหม่ๆจากประสบการณ์ตรง ก็จะจดลงไปในตำรานั่นแหละ
    cards-1.jpg
    มันเป็นหนังสือเล่มบางๆ 126 หน้า แต่มีรายละเอียดครบถ้วนครับ ทั้งความหมายไพ่ การผสมความหมาย การวางไพ่แบบต่างๆ ตัวอย่างการทำนาย และเคล็ดลับที่น่าสนใจ อย่างเช่น มีคำถามว่า “ลูกของคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่?” หลุยส์ วู้ดส์ ก็มีเคล็ดลับให้เรา คือ “ถ้ามีไพ่หัวใจหลายใบอยู่รอบๆไพ่ตัวแทนเด็ก เขาจะเติบโตเป็นนักแสดงหรือศิลปิน ถ้ามีข้าวหลามตัดอยู่รอบๆ เขาจะชำนาญงานที่ต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์วิจัย และงานช่าง แต่อย่าเสียใจถ้าหากมีไพ่โพดำ มันหมายถึงอาชีพที่ไม่มั่นคง และการไม่อยู่ติดบ้าน”
    cards-3.jpg
    หรืออย่างคำถามว่า “คุณจะร่ำรวยกับเขาบ้างสักวันไหม?” หลุยส์ วู้ดส์ ก็ไม่ลืมจะทิ้งท้ายด้วยเคล็ดน่าสนใจว่า “จำไว้ว่า 5 ดอกจิก (เอกสารทางกฎหมาย) / 8 ข้าวหลามตัด (การเปลี่ยนแปลงฐานะ) / 8 ดอกจิก (ศาล) ทั้งสามใบมารวมกัน หมายถึง มรดกที่เป็นเงินสด” ซึ่งเท่านี้ก็ทำให้คนที่ฉลาดหน่อย สามารถจะขยายหลักการไปใช้ผสมความหมายไพ่ให้เป็นเรื่องราวต่างๆได้อีกมากมาย
    cards-2.jpg
    ขณะเดียวกัน ในส่วนของความหมายไพ่ ก็มีการพัฒนาไปบ้างตามยุคสมัย เช่น 9 ดอกจิก ตำราว่าหมายถึง การเดินทางในฟากฟ้ากว้าง การเดินทางทางอากาศ ทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและธุรกิจ ขณะที่เราอยู่บนฟ้าอันสูงโพ้น 9 ดอกจิก ยังบ่งบอกถึงวิญญาณแห่งการท่องเที่ยวที่มีขอบเขตดังเช่นเส้นขอบฟ้า (จากรูป : ผมยังช็อตโน้ตไว้ด้วยว่า อาจหมายถึงการเดินทางสั้นๆ) ที่ว่าความหมายมีการพัฒนาไปก็เพราะว่า สมัยก่อนไม่มีการเดินทางทางอากาศ แม้แต่ มาดาม เลอนอร์มองด์ ก็คงไม่มีคำทำนายแบบนี้ เพราะไม่เคยคิดว่าคนเราจะเดินทางทางอากาศกันได้อย่างไร แต่พอมาถึงยุคของ หลุยส์ วู้ดส์ เขาสามารถที่จะนำจิตวิญญาณของไพ่แต่ละใบมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับเหตุการ์ปัจจุบันได้
    cards-4.jpg
    ไพ่ป๊อกที่ผมเอาไว้ดูดวงโดยเฉพาะ หลักๆก็มีอยู่ 2 สำรับครับ ในภาพ ชุดแถวบนเป็นขอบเหลือง ส่วนแถวล่างเป็นขอบทอง จะเห็นว่าแถวบนพลาสติกเริ่มเก่าจนเป็นสีเหลืองแล้ว เพราะซื้อมาใช้เป็นชุดแรก
    cards-6.jpg
    ส่วนชุดอื่นๆก็เป็นของสะสม เช่นชุดนี้เป็นไพ่ของนิวซีแลนด์
    cards-7.jpg
    ชุดนี้ของเยอรมนี ไพ่คอร์ตมีหน้าตาสวยงาม ทั้งสำรับมีจำนวน 26 ใบ คือจะไม่มีไพ่เบอร์ 2-6 เหมาะอย่างยิ่งกับการนำมาใช้ดูดวงแบบไทย ที่เราอาจคุ้นตากับการวางไพ่เป็นรูปวงกลม การดูดวงแบบไพ่ป๊อกไทยนั้น หมอดูจะต้องเอาไพ่เบอร์ 2 ถึงเบอร์ 6 ออกจากสำรับไปซะก่อน ไม่ได้เอามาใช้ทำนายด้วย
    cards-8.jpg
    สำหรับชุดนี้ภูมิใจเสนอครับ ไพ่ทาโรต์ยุคโบราณ ที่มีรูปร่างหน้าตาแบบไพ่ป๊อก เพื่อนซื้อมาฝากจากฝรั่งเศส คนที่นั่นเขาเอาไพ่ทาโรต์แบบนี้มาเล่นเป็นเกม เหมือนเราเอาไพ่ป๊อกมาเล่นสลาฟ เล่นป๊อกเด้งอะไรแบบนั้น ไพ่ชุดนี้จะมีเอกสารวิธีเล่นเกมแนบมาให้ด้วย (เป็นภาษาฝรั่งเศส)
    cards-11.jpg
    cards-9.jpg
    cards-10.jpg
    หน้าตาของมันจะมีไพ่ป๊อกหรือไพ่ไมเนอร์ 40 ใบ ไพ่คอร์ต 17 ใบ และไพ่เมเจอร์อีก 21 ใบ ซึ่งไพ่เมเจอร์จะมีรูปภาพเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน ไพ่หัวตั้งและหัวกลับของแต่ละใบจะมีรูปภาพไม่เหมือนกัน ทำให้ได้ความหมายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

    หมอตำแย

    ในประเทศไทยสมัยก่อนการเกิดมักเป็นหน้าที่ของ ผู้หญิง ที่มีประสบการณ์ ในการทำคลอดที่เราเรียกว่า หมอตำแย มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหมอตำแย มากมายโดยเฉพาะใน ท้องถิ่นที่ยังไม่ได้รับความเจริญเช่นปัจจุบัน หมอตำแยของไทยจะมีฐานะที่เป็นที่ยอมรับในสังคมมาก หมอตำแยมักจะไปให้บริการตามบ้านของผู้ที่จะคลอด จนกระทั่งประเทศไทยได้มีการเปิดการเรียนการสอนในวิชาผดุงครรถ์ ในเวลาต่อมา จึงทำให้คนไทยได้เรียนรู้เรื่องการทำคลอดมากขึ้น และ แน่นอนว่าวิชาที่เป็นหลักการและ เอกสารนั้นมักจะมาจากต่างประเทศ ในอดีตนั้นประเทศไทยจะไม่มีหมอตำแยที่เป็นผู้ชายเลย ซึ่งสอดคล้องกับ หมอตำแยของฝรั่งที่เราเรียกว่า “ nobilitas obstertricum” ซึ่งเป็นภาษาละติน หรือ “midwives” หมายถึง คนในระดับชั้นสูงที่ทำหน้าที่ทำคลอด เนื่องจากบุคคลที่จะทำคลอดในสมัยแรกเริ่มของโลกนั้นชาวตะวันตกมองว่าเป็นหน้าที่ของชนชั้นสูงในสังคม และ เป็นหน้าที่ของสตรีเท่านั้น โดยการเป็นผู้ทำคลอดนี้ถือว่าเป็น หน้าที่ที่ควรได้รับค่าตอบแทน และ การยอมรับต่อสาธารณะเป็นอย่างยิ่ง การเรียนรู้ในเรื่องการทำคลอด ตลอดจน การประดิษฐอุปกรณ์ต่างๆ และได้สอนตกกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้หน้าที่ของ midwives พัฒนาการข้ามไปสู่เรื่องศาสตร์ของการผ่าตัด ซึ่งในตอนนั้นศาสตร์นี้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับและยกย่อง midwives มากนัก การพัฒนาการของการทำคลอดได้ผ่านมาจนถึง การศึกษาอย่างจริงจังในเรื่อง “ สูติศาสตร์ Obstetrics” ในช่วงเวลาต่อมา
    Axel Hinrich Murken ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับคลินิก หรือ โรงเรียนที่ สอนเกี่ยวกับ สูติศาสตร์ พบว่า ในช่วงศตวรรษที่ 18 มีคลินิกที่เกี่ยวกับสูติกรรมเกิดขึ้นถึง 1800 แห่งโดยการดัดแปลงจากบ้านพักอาศัย เป็นสถานที่สอนสำหรับ หมอใหม่ และ midwives แต่ โชคร้ายที่การทำคลอดในช่วง เวลาดังกล่าวมีอัตตราการเสียชีวตของ แม่ หรือ เด็ก สูงมากจากโรค “puerperal fever” จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1847 หมอ Lgnaz Philipp Semmelweis ได้ค้นพบ และ อธิบายถึงสาเหตุในการติดเชื้อ และ การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจาก แบคทีเรีย นอกจากนั้นคุณหมอยัง แสดง วิธีการป้องกันการติดเชื้อเบื้องต้น โดยการล้างมือ ผู้ที่จะทำคลอดด้วยยาฆ่าเชื้อในสมัยนั้น ทำให้อัตตราการสุญเสียลดลงอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นก้าวกระดดที่สำคัญในวงการสูติสาสตร์ทีเดียว จนในศตวรรษที่ 20 ในช่วงยุคอุตสหกรรม อัตตราการเกิดของทารก มีเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ความนิยมในการคลอดที่บ้านเริ่มลดลง เนื่องจากสถานพยาบาลสำหรับให้บริการทาง สูติกรรม เริ่ม มีมากขึ้น และ มีความปลอดภัยกว่า
    สำหรับในประเทศไทย ผู้เขียนขออนุญาต เขียนบรรยายจากความทรงจำในวัยเด็กที่คุณยาย ( นาง ยุพา ลิมปกพันธ์ ) ซึ่งสำเร็จวิชาผดุงครรถ์ จากวชิระพยาบาล ซึ่งในสมัยที่ท่านจบการศึกษาเป็นช่วงเสร็จสิ้น สงครามโลกใหม่ๆ จึงเรียกว่า ผดุงครรถ์ รุ่นสงครามโลก ( ครั้งที่สอง ) คุณยาย เล่าให้ฟังว่าหลังสงครามโลก ในตามจังหวัดใหญ่ๆต่างๆจะมีโรงพยาบาล และ มี สูติแพทยบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการ เพราะช่วงนั้นประเทศไทยเริ่มมีอัตตราการเกิดที่สูงมากขึ้น และถนนหนทางยังไม่สะดวกเช่นปัจจุบัน ทำให้พยาบาล รุ่นที่ท่านจบ ต้องกลับรีบไปต่างจังหวัด ส่วนท่านได้ลาออกจากราชการ และ ดัดแปลงบ้านของตนเองเป็น สถานพยาบาล สำหรับบริการด้านสูติกรรม ได้เงินบ้างไม่ได้เงินบ้าง แต่ก็ทำให้ท่านได้รับการยอมรับจากสังคม เสมือน แพทย์คนหนึ่งทีเดียว จากนั้นการให้บริการทางสูติกรรมก็ก้าวหน้าขึ้นมี แพทย์ และ พยาบาลเฉพาะทาง จบมามากมาย ตลอดจนมีกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการประกอบโรคศิลป์ มาบังคับใช้ ทำให้อาชีพหมอตำแยได้ลดน้อยลงตามลำดับ

    ยินดีต้อนรับ และ ยินดีที่ได้รู้จัก จ่ะ ทุก ๆ คน

    >>>CLICK ! ! !<<< เม้นน นน นน ๆ กันด้วย นะ คับ
    ส่วนนี่ facebook ผมคับ Click


    THANK YOU . . .



    อยากบอกอะไรกับนัทคนนี้ ?

    Powered By Blogger

    ความคิกเห็นถึงบล็อกนี้ >>>